เรื่องที่แปดสิบห้า หลวงพ่อวัดเขาเขียวน้ำทะเล
เรื่องนี้ญาติสนิทของผมกรุณาเล่าให้ฟังมาโดยตลอด ตั้งแต่สมัยที่บวชและอยู่ในวงพระกรรมฐานหลายปี ทุกวันนี้ก็ยังปฏิบัติธรรมอยู่ทุกขณะที่ระลึกรู้ได้
ญาติของผมตั้งแต่บวชก็เคร่งมาก ทั้งต่อหน้าและลับหลังสายตาคนอื่น การมองไม่มองไกล สำรวมกาย วาจา ใจ ไม่เหลียวซ้ายแลขวา เคี้ยวข้าวอย่างมีสติ
ไม่ปล่อยเวลาผ่านไป กินน้อย นอนน้อย จดจ่อพุทโธอยู่ทุกลมหายใจ
อากัปกิริยาจะต่างจากพระส่วนใหญ่ที่นั่นค่อนข้างชัดเจน แต่พระอาจารย์ก็ยังกล่าวลอยๆว่า "ของดีไม่ศรัทธา" เพราะมุ่งไปหาคำสอนของนอกวัด มาฝึกฝนตนเอง
การปฏิบัติทุกวันคืน จะเน้นที่ลูกแก้วจ่ออยู่ปลายจมูก เมื่อเห็นลูกแก้วชัดเจน ก็เพ่งพุทโธเข้าไปในลูกแก้ว จนไม่วอกแวก
ตั้งแต่เริ่มก็ทำแบบนี้ไปนาน วันหนึ่งพระอาจารย์ก็พูดต่อหน้าว่า "ของเก๊" พอได้ฟังแล้วก็ชวนสงสัย กลับมาใคร่ครวญ แล้วเลิกการปฏิบัติแบบเดิมทั้งหมด
การระลึกรู้พุทโธก็หยุด แล้วระลึกรู้แบบเบาขึ้น รู้ลมหายใจสั้นยาวเป็นหลัก
หลายวันผ่านไป พระอาจารย์พูดขึ้นว่า "อันนี้ของจริงแล้ว" อ้าว พระอาจารย์รู้ได้อย่างไร ว่าวันก่อนเราเกิดนิมิตเป็นดวงสว่างโอภาส หลังจากที่มืดมานาน
แสดงว่านิมิต อันเป็น อุคคหนิมิต นี้เป็นของจริง และพระอาจารย์ก็เก่งจริง
พระอื่นๆที่ทำตัวดูสบายๆ ก็เริ่มมาสอนว่า "จะเอาสีอะไรล่ะ" ทำนองจะสอนกสิณ ดูใจว่าอยากมีฤทธิ์อภิญญาทางไหน แต่ละท่านก็มีดีไม่ธรรมดา แต่ปิดบังกันหมด เปิดให้แต่พระด้วยกัน
แต่ญาติท่านนี้ก็ปฎิเสธหมด มาเปิดใจให้ผมฟังว่า พอเห็นคำว่า "สุขวิปัสสโก" แล้วรู้สึกถูกใจกว่า
แม้แต่ญาติธรรมฝ่ายฆราวาสในวัด ก็เป็นอาจารย์แนะนำท่านได้ มีอยู่ท่านหนึ่งมาวัดเหมือนเป็นบ้าน พระน้อยนี้ก็ไปขอคำแนะนำบ้าง วันที่ทำงานก่อสร้างกัน โยมก็จะหันหน้าไปเหมือนคุยกับใครก็ไม่รู้อยู่เสมอ เป็นที่รู้กันดีในวัดว่าคุยกับพระอาจารย์บนเขาโดยไม่ต้องพูด สั่งการและสื่อสารกันทางนี้ ไม่มีใครสงสัยในโยมและพระอาจารย์เลย
หลังจากสึกแล้ว การปฏิบัติก็พอได้แนว แต่เป็นสมถะโดยไม่รู้ตัว หาทางขึ้นวิปัสสนาไม่เจอ หลายปีผ่านไปอัดอั้น ตันหนทางจนทื่อไปหมด
บางครั้งก็เกิดสภาวะประหลาด ชวนสงสัย แม้แต่คิดว่า นี่เราได้โสดาบันหรือยัง ก็ไปพบพระในกรุงเทพที่มองหน้ากันแล้วพูดว่า "โยมยังเป็นปุถุชน"
ไปกราบพระฟังธรรมที่อุดร หลวงพ่อท่านเทศน์เรื่องจิตและเจตสิก แม้แต่โยมท่านนี้ก็ฟังไม่เข้าใจ ขอในใจให้ "หลวงพ่อครับผมฟังไม่เข้าใจ ขอให้ท่านเทศน์ให้ผมเข้าใจหน่อย" ท่านก็มองหน้าแล้วเปลี่ยนเรื่องเทศน์ทันที เนิ่นนานจนคนไปด้วยกัน หกสิบคน ม่อยหลับไปหมด เหลือคนนั่งฟังกับคนเทศน์มองหน้ากันเพียงสองคน

พระอาจารย์ที่พาดพิงท้ายเรื่องผมไปตามหาแล้วทั้งสองรูป ไม่พบว่าไปที่ใดหนึ่ง ผมบังไว้อีกหนึ่ง ดังนั้นไม่ต้องถามผมว่าใคร แต่ท่านที่สนใจทางนี้จริง จะบอกพิกัดกว้างๆให้
ขออภัยที่มีเรื่องของพระอื่นมาปน แต่ไม่ปนก็ไม่ครบรส เพราะต้องการจะสื่อสารกับท่านทั้งหลายว่า
๑. มรรคผล นิพพาน ยังมีอยู่จริง พระอาจารย์และท่านผู้รู้ยังมีอีกมากที่สอนได้ แต่จะสอนได้ถึงขั้นไหน ก็แล้วแต่ปัญญาและจริตของทั้งสองฝ่าย
๒. การปฏิบัติ อย่าท้อถอย ทำได้ทุกลมหายใจ ไม่ต้องมีข้ออ้างทั้งปวง
๓. พึงรู้ตัวว่าสิ่งที่ทำอยู่ นี้คือสมถะ นี้คือวิปัสสนา คนส่วนใหญ่ยกเอาสมถะขึ้น แต่อ้างว่าเป็นวิปัสสนาตามคำอาจารย์ของตน แท้จริงอยู่ที่ความเข้าใจ การดู การรู้ คนหนึ่งทำกลายเป็นสมถะ อีกคนหนึ่งทำกลับเป็นวิปัสสนา อาจารย์ที่ถูกคือพระอภิธรรมปิฎกเท่านั้น
๔. อย่าดูถูกใคร พระดี มีคุณวิเศษในขั้นฌานโลกีย์ ยังมีเกลื่อนกล่น แต่ผู้ถึงโลกุตตระมีน้อยคน ลงตามกระแสโลก
๕. ผู้ปฏิบัติมิใช่ผู้เคร่ง ผู้ตึง ผู้เครียด ผู้ซึมทื่อ ผู้มีใจผ่องใสเบิกบานตลอดเวลา ผิดไปจากนี้ยังหลงทางทั้งสิ้น อย่าหลงตน อย่าศรัทธา เพราะหู และตา ให้ดูที่ใจตนเอง
๖. ปฏิบัติธรรมให้ถึง ทำตนให้ดี แล้วธรรมจะรักษาเรา ศีลจะรักษาตน เมื่อถึงระดับหนึ่งจะตกต่ำทางใจไม่ลงแม้จะปล่อยไหลต่ำ เมื่อปัญญาติดขัดจะพบผู้รู้ช่วยแก้ให้ ทั้งทางตรงและทางอ้อม
กรุณาชี้แนะผมด้วย ถ้าสิ่งเหล่านี้ผิด พลาด หรือคลาดเคลื่อน